เมื่อสองปีก่อนไปเดินซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือภาษาอังกฤษมือสอง(มือหนึ่งก็มี)ที่ร้านหนังสือในซอยรามบุตรี
ตาดวงเล็กๆของเราก็เหลือบไปเห็นหนังสือเรื่อง The Time Traveler's Wife เข้า เมื่ออ่านเรื่องย่อที่ปกหลังแล้วก็เป็นที่ถูกอกถูกใจเข้าอย่างจังๆเลย แต่...เปลี่ยนใจ ไม่ซื้อมาอ่าน เพราะเหตุผลงี่เง่าเดิมๆ คือ กลัวว่ามันจะอ่านยาก เพราะเคยอยู่ที่บางเรื่องที่ซื้อมาเค้าเขียนเล่นภาษาหรือบางทีก็ใช้แสลงเยอะเสียจนเราอ่านแล้วไม่ลื่นไหลอย่างใจปรารถนา เพราะมาติดๆขัดๆกับพวก phrasal verbs และพวก jokesฝรั่งที่แม้เรารู้ว่าตอนนี้มันต้องขำแต่เรากลับไม่ขำซะนี่ แล้วในที่สุดก็ต้องพับหนังสือเก็บใส่กล่อง ลืมๆมันเสีย
จนกระทั่ง วันหนึ่งเพื่อนชื่อ เออ มาบอกว่าจะมีหนังเรื่อง The Time Traveler's Wife เข้าโรง กันยายน จึงรี่ไปซื้อถึงร้านในทันใด เพราะอยากอ่านอยู่แล้ว และอยากรู้ด้วยว่าเค้าจะทำหนังออกมาอย่างไร
แต่...โชคไม่เคยเข้าข้างผู้หญิงผมสั้นอย่างดิฉัน มันหมดอ่ะ เลยทิ้งเบอร์มือถือไว้กับเจ้าของร้าน ให้เค้าโทรมาถ้ามีหนังสือเรื่องนี้เข้า เราเอาหมดไม่ว่าจะมือหนึ่ง หรือ มือสองที่ราคาถูกกว่า รออยู่หนึ่งสัปดาห์ก็สมหวัง มีให้เลือกทั้งเล่มจริงมือสอง กับฉบับก๊อปปี้มือสองที่ราคาถูกกว่า มีรึจะเลือกของแพงกว่า
แต่...(3 แต่แล้วนะ -_-) โชคก็ยังไม่เข้าข้างอีกตามเคย นั่งอ่านไปได้ 40 กว่าหน้าก็พบว่าหน้าหนังสือมันหายไป 1 หน้า อะ ไม่เป็นไร คงหายแค่หน้าเดียวแหล่ะ อีกอย่างพออ่านหน้าที่ถัดจากหน้าที่มันหายไปแล้วก็ยังคงรู้เรื่องอยู่เลยอ่านต่อ
แต่!!!...เฮ้ย หน้าหนังสือมันหายอีกแล้ว แล้วมันก็อ่านไม่รู้เรื่องด้วยเพราะเนื้อเรื่องมันไม่ปะติดปะต่อกันเลย...(น้ำตาซึมด้วยความโกรธ - เคยเป็นป่าว มันโมโหอ่ะ คนอะไร จะซวยซ้ำซวยซ้อนอย่างนี้) เราเลยหยุดอ่าน แล้วหันมาเปิดหนังสือทีละหน้าเพื่อเช็คดูว่าหน้าไหนมันหายไปบ้าง โอย จะเป็นลม นับรวมๆก็เป็นสิบหน้า เลยต้องกลับไปที่ร้านเพื่อเปลี่ยนเป็นเล่มจริงมือสองแทน และบอกกับตัวเองว่า คราวนหน้าอย่าได้ริซื้อของก๊อปปี้มาอีกเป็นอันขาด ยังดีนะที่เล่มนั้นยังไม่มีคนซื้อไป เฮ้อ โล่งอก
คราวนี้ก็มาตะบี้ตะบันอ่านกันละ วันที่ทำงานก็อ่านหลังจากกลับบ้านกินข้าวอาบน้ำแล้ว แต่ก็อ่านไม่ได้เยอะ (นอนเยอะเสียมากกว่า) ส่วนเสาร์อาทิตย์ ถ้าไม่ได้ออกไปข้างนอกก็อ่านมันทั้งวัน ทั้งหมดก็ 400 กว่าหน้า
เรื่องนี้อ่านแล้วก็ชอบในระดับนึงนะ ไม่ได้ชอบทั้งเรื่องแต่ชอบที่พระเอกเค้าเดินทางข้ามเวลาได้น่ะ มันสะดุดตาเราตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้ว เรื่อง The Time Traveler's Wife นี้เขียนโดยนักเขียนอเมริกันชื่อ Audrey Niffenegger ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี 2003 เรื่องราวหลักคือความรักของพระเอกที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับยีนส์ ทำให้พระเอกเดินทางผ่านเวลาได้ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรือ อนาคต โดยที่เขาไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมการเดินทางผ่านเวลานี้ได้เลย และนางเอกซึ่งเป็นภรรยาของเขาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการหายตัวไปของพระเอก (แบบผลุบๆโผล่ๆ) ทำให้ต้องคอยเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา
ที่เราติดใจในหนังสือเล่มนี้มีอยู่สองสามอย่าง(เท่าที่นึกได้ตอนนี้นะ) อย่างแรกเลยคือ การที่พระเอก time travel ได้นั้นเค้า time travel ไปตัวเปล่าๆ(เปลือยๆ) ไม่สามารถนำสิ่งใดไปด้วยได้ (แม้แต่ที่อุดฟันก็ยังเด้งหลุดออกไปหมด) และก็ไม่สามารถนำสิ่งใดกลับมาได้เช่นกัน การที่จู่ๆก็หายตัวไปจากปัจจุบันแล้วไปโผล่เอาช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยที่ไม่รู้เวลา สถานที่ ไม่มีเสื้อผ้าใดๆปกปิดร่างกาย ก็ต้องหาเสื้อผ้าใส่โดยงัดแงะบ้านคนแถวนั้น หรือไม่ก็อัดใครเข้าสักคนที่บังเอิ๊ญอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะเอาเสื้อผ้าของเค้ามาใส่ บางทีก็ฝนตก หิมะตกหนาวปางตาย โผล่ไปในป่าอะไรอย่างเงี้ย หรือได้กลับไปยังเวลาเก่าๆที่เรายังยึดติดอยู่ หรือช่วงที่อไรแย่ๆมันเกิดขึ้น เช่นพระเอก time travel ไปยังเวลาที่แม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ กลับไปยังเวลาที่แม่ของเขากำลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งแม้ว่าเขาจะพยายามช่วยอย่างไรก้ไม่สามารถแก้ไขได้ มันเหมือนกับวลีสั้นๆที่ว่า It's a gift, and a curse. ยังไงยังงั้นเลย ในสิ่งที่ดีๆ มันก็ย่อมต้องมีข้อเสียอยู่ในตัว ไม่มีอะไรที่ perfect ไปเสียหมดหรอก
สิ่งที่ชอบถัดมาคือการเขียนแบบ first-person perspective ซึ่งเป็นการเขียนที่ให้ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเป็นคนเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครตัวนั้น ฟาชอบที่ Adrey ให้พระเอกกับนางเอกผลัดกันเป็นคนเล่าเรื่อง เพราะมันทำให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของทั้งสองคนอย่างดีลึกซึ้ง โดยไม่ต้องมานั่งเดาหรือวาดภาพเอาเองว่าใครคิดเห็นอะไรยังไง และอีกอย่างคือ เท่าที่อ่าน novel มา นี่เป็นเรื่องแรกที่ฟาสังเกตได้ว่าใช้ first-person perspective กับพระเอกและนางเอก
ช่วงนี้ป่วย เป็นไข้ มึนหัวไปหมด ไว้หายแล้วจะมาเขียนต่อ...
ป่วยนานเกินไปเสียจน พอหายป่วยแล้วจะมาเขียนต่อ มันเขียนต่อไม่ติดเสียแล้ว...
เอาเป็นว่า สรุปว่า หนังสือเรื่องนี้ก็ดีนะ แปลกใหม่ตรงที่เดินทางข้ามเวลา ความรักที่มีแต่การรอคอยของนางเอก ความสัมพันธ์ของพระเอกกับพ่อ แต่หนังที่เอาไปสร้างนี่ เฮ้อเสียหายยับเยิน! ไม่ต้องคิดแม้แต่จะเอามาเทียบกับหนังสือหรอก คนละ league กันเลยค่ะ
ค่ำวันนั้นก่อนเข้านอน...เจ้าคณะจังหวัดพูดต่อไปว่า
"อย่ากลัวพวกโจรหรือผู้ร้าย ภัยเหล่านี้เป็นเพียงภัยนอก
เป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ เราควรกลัวตัวของเราเอง
ความลำเอียงไม่เที่ยงธรรมเป็นโจรที่แท้จริง
ความชั่วเป็นผู้ร้ายใจอำมหิตที่ประกอบการฆาตกรรมที่แท้จริง
ภัยอันใหญ่ยิ่งอยู่ในตัวของเราเอง
จะสนใจไปทำไมกับสิ่งที่คุกคามศีรษะของเรา
หรือกระเป๋าเก็บเงินของเรา?
เราควรคำนึงถึงแต่สิ่งที่คุกคามดวงวิญญาณของเรา"
เหยื่ออธรรม (Les Misérables) หน้า 64
เขียนโดย วิคเตอร์ ฮูโก
จูเลียต แปล
ปล. รูปจาก www.sameskyboard.com
เรามีวันลาไปเที่ยวคนละ 10 วันต่อปี และที่บริษัทก็มีกฏว่าหากใช้วันลาไม่หมด สามารถโอนได้ไม่เกิน 4 วันไปปีหน้าได้
ปี 2008 มีการเปลี่ยนแปลงกฏเล็กน้อย เนื่องจากปีนั้นเป็นปีที่วุ่นวายที่สุด เป็ยผลให้พนักงานจำนวนมากไม่สามารถลาพักร้อนช่วงที่ตนต้องการได้ ทางบริษัทจึงอนุญาตให้ทุกคนสามารถโอนวันลาพักร้อนที่เหลือ "ทั้งหมด" ของปี 2008 มาใช้ในปี 2009 ได้
ส่วนตัวฟาเองก็ไม่ค่อยจะได้ใช้วันลาพักร้อนสักเท่าไหร่ สองปีที่ผ่านมาเหลือวันลาเพียบ แต่ละปีเหลือเกิน 4 วัน โดยเฉพาะปี 2008 ฟาเหลือวันลาตั้ง 7 วันแน่ะ พอเอามารวมกับปี 2009 เลยกลายเป็น 17 วัน เป็นคนที่มีวันลาเยอะที่สุดในทีมเลยล่ะ
ถึงเดือนนี้พักร้อนไปแล้ว 6 วัน เลยวางแผนว่าจะใช้อีก 7 วัน แล้วโอน 4 วันที่เหลือไปปีหน้า
7 วันที่ว่าจะใช้เดือนหน้าให้จบๆไปเลย เพราะเมื่อเช็คข้อมูลการลาของทั้งทีมสองเดือนที่เหลือของปีนี้ก็มีแต่เดือนพฤศจิกานี่แหล่ะที่ยังพอมีที่ว่างให้ลาได้ ส่วนธันวาน่ะ ไม่ต้องแม้แต่จะคิดเลย เพราะลากันเต็มแล้ว
จริงๆตั้งใจว่าจะลางานทั้งอาทิตย์รวดเดียวไปเลยแต่ มาคิดๆดู อย่าดีกว่า ห่วงงานน่ะ เพราะเวลาที่เราลาพักร้อนก็จะมีคนมาทำงานแทน ถ้าเราหายไปนานๆ กลับมาอีกทีก็ต้องมาเคลียล์งานเยอะแยะปวดหัว พาลจะเครียดเอาได้ เลยลางานอาทิตย์ละวัน สองวัน อย่างที่เห็น
ประหลาดเนอะ ลาเอากลางสัปดาห์ มีแต่คนถามว่าทำไมไม่ลาวันจันทร์ แต่กลับลาวันอังคารกับพุธ อืม เป็นคำถามที่ดี
เหตุผลคือ
1. วันจันทร์ supervisor เค้าจัดคนที่จะมาแทนเราลำบาก ก็เลยไม่อยากรบกวนเค้าและคนที่มาแทนด้วย
2. มันรู้สึกเหมือนกับว่าทำงานแป๊บเดียวก็ได้หยุดแล้ว ทำๆ หยุดๆ ได้พักบ่อยๆนี่ให้ความรู้สึกที่ดีนะ
แต่ขอแอบบอกความลับว่าที่ลาไปทั้งหมดเนี่ย ไม่ได้ลาไปเที่ยวไหนหรอก ก็ตั้งใจว่าจะอยู่บ้าน อ่านหนังสือที่ซื้อมา 6 เล่มให้จบก่อนสิ้นปี (ถ้าทำได้ - แต่คงยาก) ทำอาหาร หรือขนม ออกกำลังกาย แล้วก็จัดการกับธุระปะปังต่างๆ สบายๆไม่รีบร้อน
กะว่าจะวิ่งๆๆๆๆๆให้ร่างกายฟิตเต็มที่เตรียมพร้อมสำหรับการไปเดินป่าที่เขาช้างเผือก ที่อช.ทองผาภูมิ กาญจนบุรีวันที่ 28-29 พฤศจิน่ะ
แล้วก็คุยกับเพื่อนๆกันไว้ ว่าจะไปเดินป่าอีกทีต้นปีหน้า ไม่มกราคมก็เดือนแห่งความรัก ช่วงนั้นก็ยังหนาวอยู่คนเที่ยวก็ไม่เยอะเท่าเดือนธันวาแล้วล่ะ
โอ้โฮเฮะ ผลการตรวจเลือดประจำปี 09 ของเรา เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง หรือนี่จะเป็นผลมาจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา (ถ้าเป็นเช่นนั้น ต้องขอขอบคุณเครื่อง Elliptical Trainer จริงๆ ยกความดีความชอบให้เลย โอ้ จอร์จ มันยอดมากกกกก) บวกกับการรับประทานบริโภคอาหารที่ไม่เน้นเนื้อสัตว์สักเท่าไหร่ ผลตรวจเลือดที่ได้จึงดีอย่างที่เห็น
เรามาเริ่มกันจากระดับน้ำตาลแล้วเรียงลงมาตามลำดับเลยเนอะ
Sugar: ระดับน้ำตาลควรอยู่ระหว่าง 70 - 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถ้าค่าที่ได้สูงถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ค่าของเราอยู่ที่ 74 ซึ่งถือว่าต่ำ อืม รอดตัวไป (ขอแอบงงนิดนึง พักหลังมานี่ ที่บ้านซื้อน้ำตาลมะพร้าวมาใช้ทำอาหาร ไอ้เราก็หลงใหลในรสหวานละมุนของมันมากจนกระทั่งหยิบมากินเล่นๆอยู่แทบทุกวัน แต่ไหงค่าน้ำตาลของเรามันถึงได้ต่ำต้อยเพียงนี้หนอ คนที่บ้านยังงงกันเลย)
Cholesterol: ค่าคอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) เป็นค่าไขมันที่รวมเอาทั้ง HDL และ LDL เข้าไว้ด้วย ซึ่งไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เพราะอาจก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ถ้าเทียบกับผลตรวจเมื่อ 3 ปีก่อน จำได้ว่าคราวนั้นได้ 180 ทำเอาหมอถึงกับทำหน้างงแล้วบอกว่า อืม...เด็กอย่างหนู อายุเท่านี้ค่าที่ได้น่าจะต่ำกว่านี้นะ มาครั้งนี้ลดลงกว่าเก่าจนอยู่ในระดับที่พอใจนะ 169 เนี่ย
Triglyceride: ไตรกลีเซอไรด์ คือ สารอาหารประเภทไขมันที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจากการสร้องขึ้นเองในร่างกายโดยตับและลำไส้เล็ก ค่าไตรกลีเซอไรด์ควรอยู่ระหว่าง 30 - 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร บางที่ก็ตั้งไว้ว่า 50 - 200 แต่ยังไงก็ไม่ควรเกิน 200 นะ 49 เป็นตัวเลขที่ต่ำได้ใจจริงๆ หากไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดมีผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หากเกิดที่สมองจะทำให้เป็นอัมพาต
HDL-Cholesterol: HDL ย่อมาจาก High Density Lipoprotein ซึ่งเป็นไขมันที่ดีที่ทำหน้าที่เหมือนรถขนขยะ จึงเป็นตัวนำพาเอาไขมันที่ไม่ดี (LDL) ต่อหลอดเลือดออกไปทิ้ง คือขับถ่ายออกจากร่างกาย ดังนั้น ค่า HDL สูง จะช่วยป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือดดีกว่าหรือมีโอกาสเกิดโรคหัวใจหลอดเลือดน้อยกว่า HDL ต่ำ กล่าวคือ ค่า HDL ยิ่งสูงยิ่งดี
ค่า HDL น้อยกว่า 35 - 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าต่ำกว่าปกติ
ค่า HDL อยู่ระหว่าง 40 - 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าปานกลาง
และค่า HDL ที่สูงกว่า 60 (ซึ่งเราได้ 70 อู้ว เลิศสะแมนแตน) มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าสูง ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจได้ การออกกำลังกายจะช่วยทำให้ค่า HDL สูงขึ้นได้
LDL-Cholesterol: LDL ย่อมาจาก Low Density Lipoprotein ซึ่งเป็นไขมันตัวการสำคัญที่ไปพอกในหลอดเลือดแดงทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ คนปกติที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวควรมีค่า LDL ไม่เกิน 130 - 160 มิลลิกัมต่อเดซิลิตร ได้ 89 ก็โอเคนะเรา
BUN: BUN ย่อมาจาก Blood Urea Nitrogen เราตรวจหาค่า BUN เพื่อดูการทำงานของไต เนื่องจากยูเรียเป็นผลิตผลสุดท้ายของการเผาผลาญโปรตีน ซึ่งจะถูกขับออกทางไต ค่าปกติอยู่ที่ 6 - 25 (บางที่ก็ 8 - 16 หรือ 8 - 23) มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เพราะฉะนั้นค่า 8 ก็ถือว่าปกติ
Creatinine: การหาค่าของสาร Creatinine ในเลือดเพื่อประเมิณสมรรถภาพของไต ค่าปกติคือ 0.5 - 1.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ของเราก็ปกติ ได้ 0.8
มาถึงค่าสุดท้ายกันแล้ว นั่นคือ Uric Acid: คือการตรวจหายูริคซึ่งเป็นของเสียที่เป็นผลมาจากการเผาผลาญสารพิวรีน(Purine) ซึ่งมีมากในเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล ยอดอ่อนของผักเช่น หน่อไม้ เห็ด แตงกวา ถั่วเกือบทุกชนิด และเกิดจากการสลายตัวของเซลล์ในร่างกาย กรดยูริคที่มีอยู่ในเลือดจะถูกขับออกทางไต ในกรณีที่มียูริคมากเกินไป จะทำให้ตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไต และอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้ ค่าปกติคือ 2.4 - 7.0 มิลลิกัมต่อเดซิลิตร 3.1 ของเราก็จัดว่าปกติ เย้!
เมื่อผลตรวจออกมาดีเกินคาดอย่างนี้แล้ว มันยิ่งทำให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกายสร้างเสริมสุขภาพต่อๆไป ว่าแล้ว เย็นนี้กลับบ้านไปวิ่งดีกว่าเรา
Sita Sings the Blues เป็น animation film ที่ได้เข้าร่วมฉายใน World Film Festival of Bangkok ระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน เมื่อ ปลายปีที่แล้ว และเพิ่งจะได้เข้าร่วมฉายใน Bangkok Int'l Animation Film Festival ระหว่างวันที่ 26 ถึง 30 กันยายน มาหมาดๆ เลยขอพูดถึงสักหน่อย
ถือว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสดูเรื่องนี้ เพราะอะไรน่ะเหรอ มีหลายเหตุผลเลยล่ะ
ก่อนอื่น ต้องพูดถึงคนสำคัญที่ทำให้หนังแอนนิเมชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้น นั่นคือ Nina Paley
จะไม่สำคัญได้อย่างไรในเมื่อเธอเป็นหญิงเก่งที่ทำทุกอย่าง เธอเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้กำกับ คนเขียนเรื่อง รวมทั้งเป็นคนทำแอนนิเมชั่น ด้วยเงินทุนเพียง 290,000 ดอลลาร์ เท่านั้น
Sita Sings the Blues เป็น animation film ที่เกือบทั้งเรื่องสร้างโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกส์แบบ 2 มิติ ซึ่งแน่ละ สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกขัดๆ เพราะมันไม่ใช่ 3 มิติเหมือนแอนนิเมชั่นทั่วไป ภาพและการเคลื่อนไหวจะแบนๆ แต่ฟาเองกลับคิดว่ามันเจ๋งเสียยิ่งกว่าเจ๋ง ขอยกนิ้วให้สิบนิ้วเลยกับ การใช้สีที่โดดเด่น การใช้เส้นตัดขอบและแสงเงา รวมทั้งการใช้เรขาคณิตเป็นส่วนประกอบหลักในการวาดภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหล่ะสร้างความแตกต่าง เน้นจุดยืน และตอกย้ำความเป็นแอนนิเมชั่นแบบ 2 มิติได้อย่างดีเยี่ยม
Sita Sings the Blues เล่าถึงตอนหนึ่งของวรรณคดีเรื่อง รามายณะ ซึ่งเป็นมหากาพย์ของอินเดีย โดยใช้เงาหุ่นกระบอกของอินเดียป็นตัวเล่าเรื่องที่เป็นบทสนทนาง่ายๆในแบบชาวบ้านคุยกัน เป็น gossip ที่สอดแทรกมุกตลกให้ผู้ชมได้ขำตลอด ตอนที่เล่าคือ เรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามระหว่างฝ่ายพระรามกับ ฝ่ายทศกัณฐ์(ยักษ์) โดยพระรามจะมาชิงตัว นางสีดา(มเหสีของพระราม) ซึ่งถูกทศกัณฑ์ลักพาตัวมา ทางฝ่ายพระรามมีน้องชาย ชื่อ พระลักษณ์ และ หนุมาน (ลิงเผือก) เป็นทหารเอกช่วยในการทำศึก รบกันอยู่นานท้ายที่สุดฝ่ายยักษ์ก็ปราชัย
โดยเนื้อเรื่องไม่ได้เน้นไปที่การทำศึกสงคราม หากแต่โฟกัสไปที่ตัวนางสีดาที่มอบความรักให้พระรามและเป็นความรักที่ซื่อสัตย์ การที่พระรามไม่ไว้ใจในความบริสุทธิ์ของตัวนางสีดา ที่ทำให้นางสีดาต้องพิสูจน์ความรักของเธอที่มีต่อพระรามถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน
ขณะที่เล่าเรื่องรามายณะ เรื่องราวความรักร่วมสมัยของ Nina ก็ถูกเล่าให้ขนานกันไป Nina เล่าความรักที่ต้องพรากจากและทำให้ความรักจืดจางและต้องจบลงด้วยความเศร้าอย่างลำพังโดยมีแมวที่เลี้ยงไว้กับการศึกษาเรื่องรามยาณะเป็นเครื่องปลอบใจ Nina
ทำให้เรื่องของเธอต่างจากรามายาณะโดยใช้เทคนิค Squigglevision มาทำแอนเมชั่นส่วนนี้ เทคนิคนี้ภาพเคลื่อนไหวที่ได้จะไม่ลื่นไหลเรียบเนียนเหมือนแอนเมชั่นทั่วไป ภาพจะแกว่งๆ ลายเส้นของแต่ละภาพไม่ต่อทับกัน แถมยังหงิกๆงอๆอีกต่างหาก เรียกว่าจงใจทำให้มัน "ไม่เนี้ยบ" เหมือนกับยังเป็นแค่ "ภาพร่าง" ถ้าอธิบายแบบนี้แล้วก็น่าจะทำให้คนที่ยังไม่เคยดูแอนเมชั่นแบบ Squigglevision เข้าใจได้ง่ายขึ้น
แค่นี้ยังไม่พอ ฉากหลายฉากที่นางสีดาร้องเพลง ได้นำเพลงที่ Annette Hanshaw
นักร้องเพลงแจส ซึ่ง Nina บอกว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเรื่อง Sita Sings the Blue เรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มี Annette Hanshaw และเพลงที่เธอร้องแล้วล่ะก็ เราก็คงจะไม่มีโอกาสได้ดูแอนนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นแน่
Nina เลือกใช้เพลงบูลส์ที่ Annette Hanshaw เคยร้องไว้ในช่วงปี 1920's เป็นเพลงที่นางสีดาร้องในแต่ละฉาก เธอต้องการสื่อว่า เรื่องรามายณะซึ่งเป็นมหากาพย์ของอินเดียที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกนั้นอยู่เหนือกาลเวลา วัฒนธรรม และสถานที่อย่างแท้จริง โดยเพลงต่างๆที่เธอนำมาใช้ในเรื่องซึ่งถูกแต่งขึ้นมาคนละยุคกับรามายณะโดยสิ้นเชิงก็ได้พิสูจน์สิ่งที่เธอต้องการสื่อเป็นอย่างดี
จะว่าไปแล้ว นอกจากความโดดเด่นของแอนิเมชั่นแบบสองมิติแล้ว ยังมีศิลปะแบบอินเดียเข้ามาผสมไม่ว่าจะเป็นมหากาพย์รามายณะหรือเงาหุ่นกระบอก ความรักร่วมสมัยของ Nina แอนนิเมชั่นที่ใช้เทคนิค Squigglevision แล้วยังได้ฟังเพลงบลูส์เพราะๆอีกด้วย แค่นี้ก็คุ้มแสนคุ้ม ด้วยเงินเพียง 100 บาทที่ได้มาซึ่งงานศิลปะหลากหลาย นั่งชมอย่างสุขใจสบายอารมณ์บนที่นั่งขนาดใหญ่บุนวมอย่างดีกับแอร์เย็นฉ่ำ แค่นี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Sita_Sings_the_Blues และ www.sitasingstheblues.com
ปล. รูปภาพทั้งหมดมากจากสองเวปไซต์นี้:
http://en.wikipedia.org/wiki/Sita_Sings_the_Blues และ www.sitasingstheblues.com
ชาถ้วยแรกที่ดิ่ม...คุณคือ คนแปลกหน้า
ชาถ้วยที่สอง...คุณคือ แขก
ชาถ้วยที่สาม...คุณคือ ครอบครัว และเราตายแทนกันได้
นี่คือคำโปรยสั้นๆแต่ลึกซึ้งที่เขียนไว้บนบกหน้าของหนังสือเรื่อง Three Cups of Tea ซึ่งเป็นงานเขียนจากเรื่องจริง (non-fiction) เรื่องแรกที่ฟาซื้อมาอ่านด้วยตนเอง (non-fiction ก่อนๆที่เคยอ่านนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิชาวรรณคดีภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่อยู่แล้วว่า โดนบังคับอ่าน) เขียนโดย Greg Mortenson และ David Oliver Relin (แปลโดย คำเมือง) ซึ่งหนาถึง 565 หน้า นี่คง
เป็นหนังสือเล่มแรกที่ตั้งใจซื้อมาอ่านเองที่หนาที่สุด และต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยจริงๆ
ปกหลังของหนังสือเขียนเรื่องราวสั้นๆของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ สามารถเปลี่ยนใจฟาจากที่ตอนแรกตั้งใจไปซื้อหนังสือนวนิยายไปซื้อเล่มนี้แทน นอกจากคำโปรยบนปกหน้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยฟาตัดสินใจก็คือ เรื่องย่อที่ปกหลังนั่นเอง
เค้าเขียนไว้ว่า
เรื่องราวคนจริง ชีวิตจริง หนุ่มอเมริกันนักปีนเขา มอร์เทนสัน พลัดหลงออกนอกเส้นทางตามลำพังในความเวิ้งว้าง โดดเดี่ยว หนาวเหน็บของเทือกเขาสูงเสียดฟ้าคาราโครัม เขาไม่สบายหนัก ตุปัดตุเป๋ไปเจอหมู่บ้านกันดารสุดแสนจะยากจนที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในแผนที่ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ความงดงามแห่งน้ำใจของชาวบ้านที่แร้นแค้นซึ่งเฝ้าฟูมฟักดูแลเขาเป็นอย่างดีทั้งๆที่ตัวเองแทบไม่มีอะไรจะกิน
ณ วันนั้น เขาสัญญากับตัวเองและชาวบ้านว่า เขาจะกลับมาตอบแทนน้ำใจ ไม่ใช่ด้วยเงิน ไม่ใช่ข้าวของมีค่า หรือทรัพย์สมบัติใดๆ หากแต่เป็น "โรงเรียน" ในดินแดนที่เรียกขานว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะของผู้ก่อการร้าย
เรื่องราวที่เต็มไปด้วยรสชาติของชีวิต ข้นคลั่ก เฉียดตาย ลึกซึ้งงดงาม เปี่ยมล้นไปด้วยแรงบันดาลใจ หนังสือที่ควรค่ายิ่งแก่การเติมเต็มจิตวิญญาณของเราทุกคน
หลายครั้งเลยที่หนังสือเล่มนี่ทำให้ฟาต้องวนกลับมาอ่านบางย่อหน้าซ้ำสองถึงสามครั้ง บ้างก็รู้สึกสะเทือนใจ บ้างก็รู้สึกเอิบอิ่มไปกับ
การพรรณาถึงสภาพภูมิประเทศอันสวยงามและบริสุทธิ์ บางครั้งถึงกับน้ำตาปริ่มกับความรักความสัมพันธ์ที่มีต่อกันของบุคคลในเรื่อง
ขอดึงเอาบางส่วนของเรื่องมาเขียนลงในบล็อกนี้ละกัน
ชาวบัลติ "ดูเหมือนจะมีความสามารถเป็นพิเศษกับการทำตัวให้มีความสุข" มาไรนีบันทึกไว้ในปี 1958 หลังจากที่ไปแอสโกเลและเห็น "ชายชรานั่งอาบแดดสูบกล้องยาเส้นแสนสวย ที่อายุยังไม่ถึงขั้นชรา ก็นั่งทอผ้าอยู่ใต้เงาต้นหม่อนด้วยกี่ล้าสมัย การเคลื่อนไหวของพวกเขาคล่องแคล่วด้วยประสบการณ์ที่ทำมาทั้งชีวิต เด็กชายสองคนนั่งอยู่ตามลำพังผลัดกันบรรจงหาเหาให้กัน"
"เราสูดอากาศที่อบอวลไปด้วยความพึงพอใจและความสงบสุขที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง" เขาเล่าต่อ "ทั้งหมดนี่ก่อให้เกิดคำถามว่า จะดีกว่าไหม ถ้าได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องแสวงหาอะไรเลย ไม่ต้องมีถนนลาดยาง ไม่มียานพาหนะ โทรศัพท์หรือโทรทัศน์ อยู่ท่ามกลางความสุขโดยไม่รู้ตัว"
สามสิบห้าปีหลังจากนั้น ชาวบัลติก็ยังคงมีความเป็นอยู่ที่ปราศจากความสะดวกสบายตามแบบสมัยใหม่ แต่หลังจากอยู่ในหมู่บ้านได้สองสามวัน มอร์เทนสันก็เริ่มมองออกว่า คอร์ฟี ไม่ใช่สวรรค์อันไม่แปดเปื้อนตามจินตนาการของชาวตะวันตก ทุกบ้านอย่างน้อยมีคนหนึ่งที่เป็นต้อหรือคอพอก ผมของเด็กๆที่เป็นสีเหลืองเหลือบแดงซึ่งเขาเคยชื่นชมว่าสวยนั้น เกิดจากอาการขาดอาหารที่เรียกว่า ควาชิออร์เคอร์ เขาคุยกับทวาฮา ลูกชายของ นูร์มาธาร์ หลังจากที่ฝ่ายนั้นกลับมาจากสวดมนต์ตอนค่ำที่สุเหร่าของหมู่บ้าน และได้ความว่า หมอที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ที่สการ์ดุ ต้องใช้เวลาเดินถึงหนึ่งอาทิตย์ เด็กแรกเกิดหนึ่งในสามในคอร์ฟี เสียชีวิตก่อนจะอายุครบหนึ่งขวบ
ทวาฮาเล่าให้มอร์เทนสันฟังว่า โรห์เกีย ภรรยาของเขาเสียชีวิตขณะคลอดลูกเพียงคนเดียวของทั้งสองเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เด็กคนนั้นเป็นผู้หญิงชื่อ จาฮาน ผ้าห่มสีเลือดนกประดับกระจกที่มอร์เทนสันรู้สึกเป็นเกียรติที่พวกเขายกให้ใช้นั้น คือของที่มีค่าที่สุดในบรรดาสินสอดทองหมั้นของโรห์เกีย
(หน้า 64-65)
หลังจากทานอาหารเช้าที่คุ้นเคยอันประกอบด้วย จะปาตี กับชาแล้ว ฮาจี อาลี ก็พามอร์เทนสันขึ้นไปบนลานกว้างที่อยู่เหนือแม่น้ำบรัลดูแปดร้อยเมตร ผ่านทางขึ้นที่แสนชัน ทิวทัศน์ที่เห็นบนนั้นงดงามมาก แท่งน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของบัลทอโรตอนบน เสียดยอดขึ้นสู่ท้องฟ้าสีน้ำเงินเหนือผนังผาสีเทาของคอร์ฟี แต่หนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันไม่ได้ชื่นชมกับทิวทัศน์ เขาไม่เคยคิดเลยว่า จะเจอเด็กแปดสิบสองคน กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นยะเยียบกลางแจ้ง ในจำนวนนั้น เป็นเด็กชายเสียเจ็ดสิบแปดและเด็กหญิงอีกสี่คน ที่กล้าพอที่จะมามีกิจกรรมร่วมกับเด็กผู้ชาย ฮาจี อาลีหลบสายตามอร์เทนสันและบอกว่า หมู่บ้านนี้ไม่มีโรงเรียน ทั้งรัฐบาลปากีสถานก็ไม่จัดครูมาสอน เขาอธิบายว่า ค่าจ้างครูอยู่ที่วันละหนึ่งดอลลาร์ ซึ่งหมู่บ้านนี้ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ จึงจำเป็นต้องใช้ครูร่วมกับหมู่บ้านมันจุงที่อยู่ใกล้ๆ ครูจะมาสาอนที่คอร์ฟีอาทิตย์ละสามวัน เวลาที่เหลือ เด็กๆจะทำแบบฝึกหัดที่เขาทิ้งไว้ให้ด้วยตัวเอง
มอร์เทนสันยืนมอง รู้สึกเหมือนหัวใจขึ้นมากระจุกอยู่ที่คอหอยเมื่อ "โรงเรียนเข้า" ด้วยการที่เด็กๆร้องเพลงชาติ "อำนวยพรแด่แผ่นดินสักดิ์สิทธิ์ แด่ดินแดนอุดม สัญญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นอันสูงส่ง แผ่นดินแห่งปากีสถาน" เสียงเพลงชาติสูงต่ำสดใสแต่ไม่เป็นทำนอง ลมหายใจของเด็กๆเป็นไอกรุ่นด้วยอากาศเย็น เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว มอร์เทนสันจำจาฮาน ลูกสาววัยเจ็ดขวบของทวาฮาได้ เด็กหญิงยืนตัวตรงมีผ้าโพกหัวขณะที่ปากร้องเพลง "ให้ชาติประเทศและรัฐรุ่งโรจน์ด้วยเกีรติภูมินิรันดร ให้ผืนธงเดือนเสี้ยวและดารา นำพาไปสู่ความก้าวหน้าและสมบูรณ์พร้อม"
(หน้า 66-67)
ปล. รูที่โพสต์ไว้นำมาจากเวปไซต์ www.gregmortenson.com และ http://en.wikipedia.org/wiki/Three_Cups_of_Tea
โอย ตื่นเต้นยิ่งกว่าออกเดทครั้งแรกอีกนะเนี่ย Olympus เค้าออกกล้อง digital ตัวใหม่ออกมา
ชื่อว่า Olympus E-P1 "Digital Pen" ใจละลายตั้งแต่เห็นรูปในโฆษณาเลย ไม่ได้เว่อร์นะ
โดย Olympus ลงคำโปรยที่กระชับ เรียบง่ายแต่กลับดึงความสนใจจากผู้อ่านได้เป็นอย่างดีว่า Olympus Pen Reloaded: Not a compact. Not an SLR. It's a PEN.
ตัวนี้ดูหล่อกว่า และ "เก๋า" กว่า Olympus E-420 ที่เป็นกล้อง DSLR ขนาดเล็กที่สุดในโลกที่เราเคย(และยังคง)หลงรักเสียอีก (ตอนที่ตัดสินใจจะซื้อกล้องเมื่อปีที่แล้ว Olympus E-420 ก็อยู่ในตัวเลือกด้วย แต่ตัดสินใจคัดออก เพราะมันเป็น DSLR กลัวฝีมือไม่ถึงน่ะ แหะๆ เลยซื้อ Canon G9 แทน ตัวนี้ก็หล่อเหมือนกัน สไตล์ Retro เหมือนกันด้วย)
พูดถึง E-420 และ G9 เค้าแล้วก็ขอแปะรูปไว้สักหน่อย เดี๋ยวเค้าจะน้อยใจ (รูปขวาล่างนี่เลย - เป็นไง หล่อๆกันทั้งนั้นช่ายม้า)
เข้าไปดู in-depth review ของ Olympus E-P1 ใน dpreview ซึ่งเป็นเวปไซต์เกี่ยวกับกล้องชื่อดังแล้วยิ่งต้องผงะ
ที่ผงะเพราะเค้าเขียน review ซะดีเชียว (ไม่ถึงกับดีเลิศ เพอร์เฟ็กต์อะไร แต่ก็ดีกว่าที่คิดไว้น่ะ) จริงๆแล้ว dpreview ก็ได้ชื่อว่าเป็นเหมือนกับสาวกของพวก Cannon กับ Nikon อยู่แล้ว แถมยังไม่ค่อยจะปลื้ม Olympus อย่างเห็นได้ชัด มีอยู่หลาย review เลยที่เขียนวิจารณ์แต่ข้อด้อยของ Olympus แต่แทบจะไม่หยิบยกข้อเด่นมาชมกัน ทำให้ผู้ที่ใช้กล้องของ Olympus และผู้ที่เป็นกลางออกมาวิพากษ์วิจารณ์ review ต่อการมีอคตินี้อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะถ้าใครเป็นสาวกของ Olympus แล้วล่ะก็ มีควันออกหูที่อ่าน review ได้ทุกครั้งไปเลยล่ะ นี่แหล่ะหนาเป็นผลมาจากสิ่งที่เค้าเรียกว่า Brand Loyalty!
เอาล่ะ พูดเกริ่นเยิ่นเย้อมาพอสมควร บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะชมผลสรุปจาก review ของ dpreview กันเนอะ ขอ copy มาทั้งดุ้นเลย (คัดเฉพาะ pros and cons และ overall conclusion)
Conclusion - Pros
Excellent resolution, tons of detail in the shots Appealing, bright and punchy out of camera results and well optimized JPEGs Very clever collapsible kit lens that's small, but offers decent quality Unique retro design puts SLR quality into a compact body Good high ISO performance up to ISO 3200 and lots of control over noise reduction Superb build quality Decent handling Dual control dials - unusual design that works well Lots of external control, easy access to photographic functions Comprehensive feature set and impressive level of customization Reliable metering and white balance (in natural light) Lots of stuff to play with; art filters, aspect ratios, multi-exposure and level gauge In body image stabilization Easy to use, high quality video mode
Conclusion - Cons
Slow focus requires a more considered approach to shooting Some highlight clipping (and poor dynamic range at ISO 100) Low resolution screen that's hard to see in bright light No viewfinder No built-in flash (and the optional flash is expensive and pretty basic) Complicated menu system not that easy to navigate Preview image brightness doesn't always match the captured image brightness Poor focus, slow lens and jerky live view image make shooting in very low light frustrating, to say the least No AF illuminator The most interesting Art Filters slow down operation (and make the movie mode virtually useless)
Overall conclusion
You have to take your hat off to Olympus for getting so much right with its first Micro Four Thirds camera. From the stylish, retro design to the top notch image quality this is a camera that, unlike so many we see, pretty much completely lives up to the hype surrounding it. And that's a lot of hype; few cameras released in the last few years have created the kind of frenzy of interest that greeted the unveiling of the E-P1 last month; hardly surprising given the paucity of genuine innovation in the digital camera market at the moment, particularly in the compact sector.
For years now we - along with many of our users - have been pleading with SLR manufacturers to produce a camera like this, and we would be very surprised indeed if the E-P1 were the only model in this new category in 12 months time (in fact we'd be very surprised if Panasonic doesn't offer something similar this year). The combination of a compact body, large sensor and interchangeable lenses is an appealing one for the serious photographer, and for these users the E-P1, with its extensive photographic controls and superb output (not to mention the design, which harks back to the glory days of 'real cameras') is going to be very tempting, and - for the most part - very rewarding.
|
Detail (D-SLR) |
Rating (out of 10) |
|
Build quality |
9.0 |
|
Ergonomics & handling |
7.5 |
|
Features |
9.0 |
|
Image quality |
8.5 |
|
Performance (speed) |
7.0 |
|
Value |
8.5 |
Highly Recommended
(though probably not for everyone)
อยากมีไว้ครอบครองสักตัวจังเลย แต่คงต้องรอกันอีกเป็นปีๆ ต้องใช้เจ้า G9 ให้คุ้มเสียก่อน ถึงตอนนั้นแล้ว เจ้า Pen คงออกลูกออกหลานอีกหลายรุ่นอยู่ และตอนนั้นก็คงมีการ Up-grade และแก้ไขข้อบกพร่องของ Pen อยู่มากทีเดียว
ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมเก็บเงิน หยอดกระปุกรอไว้ได้เลย อิอิ
Note: Pictures posted here are from www.dpreview.com
น่าสนุกนะคะหนังสือเล่มนี้ ขอให้หายไข้เร็วนะคะ read more
on The Time Traveler's Wife